2015/Jun/24

ลาวเวียง อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี ประวัติความเป็นมา สมัยธนบุรี ถึง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2314 พระเจ้าสุริยวงศ์ แห่งนครหลวงพระบาง มีเรื่องวิวาทกับเจ้าสิรบุญสาร แห่งนครเวียงจันทน์ พระเจ้าสุริยวงศ์ยกทัพไปล้อมนครเวียงจันทน์ พระเจ้าสิริบุญสารได้ส่งสาส์นไปยังพม่าที่นครเชียงใหม่ให้ยกทัพมาช่วยชาวเวียงจันทน์เกรงว่าจะเกิดศึกใหญ่จึงพากันอพยพมายังเมืองนครราชสีมา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้ชาวลาวเหล่านี้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองสระบุรี พระวอกับพระตาเกิดผิดใจกันกับพระเจ้าสิริบุญสาร จึงพาไพร่พลหนีมาตามลำดับ พระเจ้าสิริบุญสารก็ตามมาตีจนพระตาตาย พระวอพาไพร่พลหนีมายังบ้านดอนมดแดง เมืองอุบล ฯ เมื่อปี พ.ศ.2319 พระเจ้าสิริบุญสารให้พระยาสุโพยกทัพมาตีและฆ่าพระวอตาย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเห็นว่าพระเจ้าสิริบุญสารฆ่าพระวอผู้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร จึงได้ทรงมอบให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์ ฯ นำทัพไปตีนครเวียงจันทน์ และยึดนครเวียงจันทน์ได้ และได้กวาดต้อนชาวเวียงจันทน์มาเป็นจำนวนมาก ได้ให้ชาวเวียงจันทน์ดังกล่าวไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองสระบุรี เมื่อปี พ.ศ.2322 เรียกว่า ลาวเวียง ในปี พ.ศ.2330 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำมณฑปน้อยกั้นรอยพระพุทธบาทภายในพระมณฑปใหญ่ เสาทั้งสี่รวมทั้งเครื่องบน และยอดล้วนหุ้มแผ่นทองทั้งสิ้น พ.ศ. 2347 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้า ฯ ให้กรมหลวงเทพหริรักษ์ และพระยายมราช นำทัพไปขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงแสน เมื่อได้เมืองเชียงแสนแล้วก็ได้รวบรวมชาวเชียงแสนได้ 23,000 ครอบครัว แบ่งออกเป็นห้าส่วน ให้ไปอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ เมืองลำปาง เมืองน่าน เมืองเวียงจันทน์ และส่วนหนึ่งลงมากรุงเทพ ฯ และได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองสระบุรี กับเมืองราชบุรี พ.ศ. 2368 เจ้าอนุวงศ์ ราชบุตรพระเจ้าสิริบุญสาร ผู้เคยมาอยู่กรุงเทพ ฯ ตั้งแต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ต่อมาได้กลับไปอยู่ที่เวียงจันทน์ ได้กราบทูลขอชาวลาวที่อยู่ในเมืองไทยกลับไปยังเวียงจันทน์ แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ไม่ทรงอนุญาต เมื่อเจ้าอนุวงศ์กลับไปนครเวียงจันทน์แล้ว ในปี พ.ศ. 2369 ได้นำทัพลงกรุงเทพ ฯ มาโดยได้ลวงเจ้าเมืองตามหัวเมืองต่าง ๆ ที่ผ่านมาว่า ทางกรุงเทพ ฯ สั่งให้นำทัพมาช่วยรบกับอังกฤษ แล้วได้ลงมาตั้งอยู่บริเวณเมืองสระบุรี และข้างเคียง ได้เกลี่ยกล่อม ปลัดน้อย และ ปลัด ยศ 2 คนนี้เป็นปลัดกองเมืองสระบุรี ซึ่งเป็นลาวพุงดำ และนายครัวลาวพุงขาวเข้าด้วย ได้กวาดต้อนครอบครัวอพยพไทยจีนลาว ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองสระบุรีและข้างเคียง ได้เป็นจำนวนมาก การกวาดต้อนชาวลาวเข้ามาในประเทศไทยมีทั้งหมด 3 ครั้ง ดังนี้ การตีเมืองเวียงจันทร์ ครั้งที่ 1 การตีเมืองเวียงจันทน์ครั้งที่ 1 ปีพ.ศ. 2321 (ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรี) หลังจากพระเจ้าตากสินมหาราชกู้เอกราชจากพม่าได้แล้ว พระองค์ทรงขุ่นข้องหมองใจกับ "เจ้าสิริบุญสาร" ผู้ครองเมืองเวียงจันทน์ เนื่องจากเจ้าสิริบุญสารช่วยเหลือพม่าในการตีกรุงศรีอยุธยา อีกทั้งเจ้าสิริบุญสารได้ผิดใจกับคนลาวด้วยกันคือ พระวอและพระตา ที่อยู่ในความคุ้มครองของธนบุรีครั้นเดือนอ้าย ปีจอ พุทธศักราช ๒๓๒๑ (เดือนธันวาคม พ.ศ. 2321) พระเจ้าแผ่นดินสยาม คือ พระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรีทรงขุ่นข้องหมองใจกับพระเจ้าศิริบุญสารแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต (นครเวียงจันทน์) เนื่องจากพระเจ้าศิริบุญสารนำเครื่องบรรณาการไปมอบแก่พระเจ้าอังวะและขอให้กองทัพพม่าไปช่วยตีพระยาวรราชภักดีที่เมืองจำปานคร (หนองบัวลำภู) ซึ่งเป็นกบฏต่อกรุงศรีสัตนาคนหุต (นครเวียงจันทน์) พระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรีจึงโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ กับเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ ยกกองทัพบกจำนวน ๒๐,๐๐๐ ออกจากรุงธนบุรี ขึ้นไปตั้งประชุมพลที่เมืองนครราชสีมา จากนั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ให้เจ้าพระยาสุรสีห์ฯ แยกทัพลงไปกรุงกัมพูชา เกณฑ์กองทัพ ๑๐,๐๐๐ และต่อเรือรบ เรือไล่ แล้วให้ขุดคลองอ้อมเขาหลี่ผี ยกทัพเรือขึ้นไปตามลำน้ำโขง ไปบรรจบกองทัพบก ณ นครล้านช้างเวียงจันทน์กองทัพธนบุรีล้อมนครเวียงจันทน์ไว้ 4 เดือนถึงสามารถตีเมืองได้ เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบ ก็ทรงพระโสมนัสให้มีตราหากองทัพกลับยังพระมหานคร สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จึงตั้งพระยาสุโภ ขุนนางเมืองล้านช้างให้อยู่รั้งเมือง แล้วนำครอบครัวเชลยชาวเมืองเวียงจันทน์หลายหมื่นครัวเรือน ขุนนางท้าวเพลี้ยทั้งปวง และราชบุตรพระเจ้าศิริบุญสารทั้งสามองค์คือเจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ์ เจ้าอนุวงศ์ กับทรัพย์สิ่งของเครื่องศาสตราวุธ ช้าง ม้า เป็นอันมาก และเชิญพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต กับ พระบาง เลิกทัพกลับยังกรุงธนบุรีโดยพระราชกำหนด กองทัพมาถึงเมืองสระบุรี ในเดือนยี่ ปีกุนหลังจากที่ตีและเข้ายึดเมืองเวียงจันทน์ได้แล้วก็จึงกวาดต้อนครอบครัวเชลยศึกชาวเมืองเวียงจันทน์หลายหมื่นครัวเรือน ประมาณ 100,000 คน ข้ามแม่น้ำโขง มาอยู่ในเขตจังหวัดสระบุรี จันทบุรี และบางยี่ขัน ในบรรดาชาวเมืองเวียงจันทน์ที่ถูกกวาดต้อนมาก็มีโอรสของเจ้าสิริบุญสารรวมอยู่ด้วย 3 พระองค์ คือ เจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ์ และเจ้าอนุวงศ์ การตีเมืองเวียงจันทร์ ครั้งที่ 2 การตีเมืองเวียงจันทน์ครั้ง 2 ปี พ.ศ. 2335 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 ) เจ้านันทเสนผู้ครองเมืองเวียงจันทน์ ได้ยกทัพไปตีเมืองพวนและเมืองแดง พร้อมกวาดต้อนครอบครัวลาวพวนและลาวทรงดำ มาถวายเพื่อแลกเปลี่ยนกับครอบครัวชาวลาวเวียงจันทน์ที่อยู่ในไทย แต่รัชกาลที่ 1 ทรงไม่ประทานให้และทรงปลดเจ้านันทเสนออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองเวียงจันทน์ พร้อมกับทรงยกกองทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์กวาดต้อนครอบครัวชาวเวียงจันทน์เข้ามาในหัวเมืองชั้นในอีก การตีเมืองเวียงจันทร์ ครั้งที่ 3 การตีเมืองเวียงจันทน์ครั้งที่ 3 ปีพ.ศ. 2369 - 2371 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3) เจ้าอนุวงศ์เจ้าเมืองเวียงจันทน์ไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นต่อกรุงเทพ ได้ยกกองทัพเมืองเวียงจันทน์และกองทัพเมืองจำปาศักดิ์เข้ามายึดเมืองโคราช (นครราชสีมา) พร้อมกับยกกองทัพมากวาดต้อนครอบครัวชาวลาวเวียงจันทน์ในสระบุรีกลับคืนไปยังเวียงจันทน์ รัชกาลที่ 3 จึงโปรดให้ยกกองทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ แล้วกองทัพสยามก็ได้กวาดต้อนครอบครัวชาวลาวเวียงจันทน์เข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง การกวาดต้อนชาวลาวเวียงครั้งนี้เป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ชาวลาวเวียงถูกกวาดต้อนมา ซึ่งอาจมีครอบครัวเชลยศึกชาวลาวเวียงหลายแสนคนถูกกวาดต้อนมา และถูกจับแยกกันให้ไปอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ของไทย เพื่อง่ายแก่การปกครองและเพื่อไม่ให้ชาวลาวเวียงรวมกลุ่มกันได้ กองทัพสยามได้นำพาครอบครัวเชลยลาวเวียง ชาวเมืองเวียงจันทน์ข้ามแม่น้ำโขงและแบ่งแยกให้ไปอาศัยอยู่ตามที่สถานที่ต่างๆ ดังนี้ จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดสุรินทร์ (หัวเมืองเขมรป่าดง) การยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์ จำปาศักดิ์จนได้รับชัยชนะ ได้กวาดต้อนชาวเวียงจันทร์มาเป็นจำนวนมาก มาอยู่ที่ ต.สิ ,ต.ขุนหาญ ,ต.ห้วยจันทน์ อำเภอขุนหาญ ต.หมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ ,บ้านตาอุด บ้านโสน อำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ ส่วนในเขตจ.สุรินทร์ ก็มีชาวลาวเวียงในเขตเมืองสุรินทร์และเมืองสังขะ จังหวัดสระบุรี ซึ่งน่าจะมีชาวลาวเวียงจันทน์เยอะที่สุด เพราะถูกกวาดต้อนเข้ามาตั้งแต่สงครามตีเมืองเวียงจันทน์ครั้งแรกในสมัยธนบุรี ชาวลาวเวียง คือชาวลาวจากเวียงจันทน์ ปัจจุบันมีอยู่มากที่อำเภอแก่งคอย อำเภอหนองแค อำเภอหนองแซง อำเภอวิหารแดง อำเภอเสาไห้ และอำเภอบ้านหมอ ลาวแง้ว คือชาวลาวที่มาจากชนบทชานเมืองเวียงจันทน์ ปัจจุบันอยู่ที่บ้านตาลเสี้ยน บ้านหนองระกำ อำเภอพระพุทธบาท และบางหมู่บ้านในอำเภอหนองโดน จังหวัดลพบุรี มีชุมชนชาวลาวเวียงในลพบุรี แต่ถูกเรียกว่า "ลาวแง้ว" เพราะชาวลาวแง้วมาจากเขตชานเมืองเวียงจันทน์ จังหวัดราชบุรี ไทยลาวตี้ หรือไทยลาวเวียง เป็นคนเชื้อสายลาวจากเมืองเวียงจันทน์ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตเมืองราชบุรี (จริงๆแล้วถูกกวาดต้อนเข้ามาในฐานะเชลยศึก) ตั้งแต่สมัยธนบุรีตลอดมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ที่เขาแร้ง อำเภอเมือง ฯ บ้านฆ้อง บ้านบ่อมะกรูด บ้านเลือก บ้านสิงห์ บ้านกำแพงเหนือ บ้านกำแพงใต้ บ้านดอนทราย บ้านหนองรี บ้านบางลาน อำเภอโพธาราม บ้านดอนเสลา บ้านหนองปลาดุก บ้านหนองอ้อ บ้านฆ้องน้อย อำเภอบ้านโป่ง บ้านนาสมอ บ้านสูงเนิน บ้านทำเนียบ บ้านเกาะ บ้านหนอง บ้านเก่า บ้านวังมะเดื่อ อำเภอจอมบึง จังหวัดในแถบภาคตะวันออกมีชุมชนชาวลาวเวียงกระจายกันอยู่ทั่วไป เช่น จังหวัดนครนายก อำเภอศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี อำเภอสนามชัยเขต,อำเภอพนมสารคาม,อำเภอเมือง จ.ฉะเชิงเทรา อำเภอพนัสนิคม จ.ชลบุรี จังหวัดอ่างทองและอำเภอบ้านไร่ จ. อุทัยธานี ก็มีชุมชนลาวเวียงเช่นกัน จังหวัดเพชรบุรี มีชุนชนลาวเวียงบ้านสระพัง อำเภอเขาย้อย จ. เพชรบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี มีชุมชนลาวเวียงในเขต อำเภออู่ทอง จ. สุพรรณบุรี บางกอก หรือ กรุงเทพมหานคร ชาวลาวเวียงที่ได้ถูกนำเข้าไปอยู่ในเขตพระนคร ส่วนใหญ่จะเป็นขุนนางที่มีการศึกษาหรือไม่ก็เชื้อพระวงศ์เวียงจันทน์ทั้งหลาย ในสมัย ร.4 ชาวบางกอกนิยม "แอ่วลาว" หรือ "เล่นแคน" กันมากจนรัชกาลที่ 4 ต้องสั่งห้ามไม่ให้ชาวบางกอกเล่นแคนในเขตพระนคร ชาวลาวเวียงในเขตพระนครก็ได้เข้ารับราชการและเป็นใหญ่เป็นโตมากมาย ลาวเวียงในอำเภอหนองแซง (Amphoe Nong Saeng in people Laos wiang ) อำเภอหนองแซง ก็เป็นอำเภอหนึ่งใน 13 อำเภอของ จังหวัดสระบุรี ที่มีชาวลาวเวียงอาศัยอยู่มาแต่ดั้งเดิมเป็นจำนวนมาก ส่วนมากจะถูกกวาดต้อนเข้ามาครั้งที่ 1 พ.ศ. 2321 ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2335 และครั้งที่ 3 ปีพ.ศ. 2369 – 2371 ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นภาษาถิ่น ประเพณี ความเชื่อ การนับถือศาสนา ส่วนมากจะคล้ายคลึงกับประเพณีของชาวลาวเวียงจันทร์อยู่มาก และก็ได้ยึดถือปฏิบัติตามกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ อำเภอหนองแซง (Amphoe Nong Saeng) ปัจจุบัน แบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 9 ตำบล 69 หมู่บ้าน 1. หนองแซง (Nong Saeng) 2. หนองควายโซ (Nong Khwai So) 3. หนองหัวโพ (Nong Hua Pho) 4. หนองสีดา (Nong Sida) 5. หนองกบ (Nong Kop) 6. ไก่เส่า (Kai Sao) 7. โคกสะอาด (Khok Sa-at) 8. ม่วงหวาน (Muang Wan) 9. เขาดิน (Khao Din) การปกครองส่วนท้องถิ่น (local government) ประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6 แห่ง เทศบาลตำบล 1 แห่ง และ องค์การบริหารส่วนตำบล 5 แห่ง ดังนี้ เทศบาลตำบล (Sub district Municipality) 1. เทศบาลตำบลหนองแซง องค์การบริหารส่วน (Sub district Administrative Organization (SAO)) 1. องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหัวโพ 2. องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกบ 3. องค์การบริหารส่วนตำบลไก่เส่า 4. องค์การบริหารส่วนตำบลโคกสะอาด 5. องค์การบริหารส่วนตำบลม่วงหวาน พื้นที่/ประชากร (Area / population) พื้นที่ 87.081 ตร.กม. ประชากร 15,792 คน (พ.ศ. 2557) คำขวัญ (Slogan) มะม่วงมันต้นตำรับ เครื่องประดับโบราณ ชลประทานหลากหลาย ทางรถไฟสู่อีสาน ศูนย์ตำนานวัฒนธรรม (นายพิชัย ยุภาคณิต เรียบเรียงและรวบรวมข้อมูล)

Comment

Comment:

Tweet